วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561



อาหารว่างไม่อ้วนสำหรับคนติดบอล
1. กล้วยอบกรอบ

          กล้วยหอมหวีใหญ่ปล่อยให้สุกพร้อมกันคงกินไม่หมดแน่นอน จับมาทำเมนูกล้วยอบกรอบกันดีไหม จับกล้วยปอกเปลือกแล้วหั่นแว่นแล้วเอาไปทอดจนสุกกรอบ
ส่วนผสม กล้วยอบกรอบ
  • กล้วยหอมดิบ 1 หวี
  • เกลือป่น 3/4 ช้อนชา
  • น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืช (สำหรับทอด)

วิธีทำกล้วยอบกรอบ
  1. ปอกเปลือกกล้วยแล้วหั่นเป็นแว่นหนาประมาณ 1 มิลลิเมตร เตรียมไว้
  2. ผสมเกลือกับน้ำ คนผสมจนเกลือละลายเป็นน้ำเกลือเตรียมไว้
  3. ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำมันลงไปกะพอท่วมกล้วย พอร้อนแบ่งกล้วยลงไปทอด พอกล้วยเริ่มลอยขึ้นมา ใส่น้ำเกลือลงไปประมาณ 1 ช้อนชา ทอดจนสุกเหลืองกรอบ ตักขึ้นพักไว้สะเด็ดน้ำมัน ทอดจนกว่ากล้วยจะหมด พอเย็นลงแล้วก็จัดเสิร์ฟ หรือเก็บใส่ภาชนะ
     
2. แปะก๊วยคั่วเกลือ 

          แปะก๊วยต้มน้ำตาลคงไม่เหมาะสำหรับคนกลัวอ้วน ขอนำเสนอแปะก๊วยคั่วเกลือ จับแปะก๊วยใส่กระทะ เติมเกลือลงไปแล้วคั่วจนสุก บอกเลยว่ากลิ่นหอมและอร่อยมาก
ส่วนผสม แปะก๊วยคั่วเกลือ
  • เมล็ดแปะก๊วย
  • เกลือป่น
  • กระทะ
  • เตาไฟฟ้า หรือเตาแก๊ส

วิธีทำแปะก๊วยคั่วเกลือ
  • ล้างเม็ดแปะก๊วย ใส่ลงไปในกระทะ ใส่เกลือ เปิดไฟปานกลาง คั่วไปเรื่อย ๆ ประมาณ 20 นาทีหรือจนเริ่มหอมเหมือนถั่วลิสงคั่ว 
     
3. บาร์กราโนลาช็อกโกแลต

          เตรียมเครื่องปั่นให้พร้อมจะได้มาทำเมนูบาร์กราโนลาช็อกโกแลต จับทุกอย่างลงไปปั่นจนละเอียด เติมกลิ่นวานิลลา สุดท้ายอัดใส่พิมพ์เป็นชิ้น
ส่วนผสม บาร์กราโนลาช็อกโกแลต
  • กราโนลา
  • อัลมอนด์ 
  • วอลนัท 
  • ผลไม้อบแห้งต่าง ๆ ตามชอบ เช่น บลูเบอร์รี แครนเบอร์รี และราสป์เบอร์รี
  • อินทผาลัม
  • น้ำมันมะพร้าวออร์แกนิก
  • กลิ่นวานิลลา 
  • ดาร์กช็อกโกแลตละลาย

     
วิธีทำบาร์กราโนลาช็อกโกแลต
  1. ปั่นกราโนลา อัลมอนด์ วอลนัท ผลไม้อบแห้ง และอินทผาลัมจนละเอียด
  2. เติมน้ำมันมะพร้าวออร์แกนิก กลิ่นวานิลลา และดาร์กช็อกโกแลตละลาย 
  3. จากนั้นอัดใส่ในพิมพ์ ตัดเป็นชิ้น เก็บใส่ขวดโหล

4. ซีเรียลบอล
          ถ้าไปซื้อก็แพงเลยขอทำเองดีกว่า พบกับซีเรียลบอล จับซีเรียลผสมช็อกโกแลตชิพ เติมน้ำผึ้งกับเนยถั่วแล้วเคล้าจนเข้ากัน ปั้นเป็นก้อนกลมแล้วแช่เย็นก่อนเสิร์ฟ
ส่วนผสม ลูกบอลซีเรียล
  • น้ำผึ้ง 1/3 ถ้วย
  • เนยถั่ว 1/2 ถ้วย
  • ซีเรียลแบบผสมผลไม้แห้ง 1+1/2 ถ้วย
  • ช็อกโกแลตชิพ 1/2 ถ้วย

วิธีทำลูกบอลซีเรียล
  1. ผสมน้ำผึ้งกับเนยถั่วในชามกระเบื้อง นำเข้าไมโครเวฟประมาณ 20-30 วินาที คนให้เย็น
  2. ใส่ซีเรียลแบบผสมผลไม้แห้งกับช็อกโกแลตชิพลงไป พยายามคนส่วนผสมให้เข้ากัน โดยที่ซีเรียลกับช็อกโกแลตชิพกระจายตัวและไม่จับเป็นก้อน
  3. ใช้ที่ตักไอศกรีมตักส่วนผสมขึ้นมาปั้นเป็นก้อนกลม เรียงใส่ถาดปูกระดาษไข นำไปแช่เย็นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง พร้อมเสิร์ฟ
     

5. บรอกโคลีอบ
          แค่เห็นภาพก็อยากกินแล้วสำหรับเมนูบรอกโคลีอบ จับบรอกโคลีและมันฝรั่งบดผสมรวมกัน เติมชีสและไข่ไก่ เคล้ากับเกล็ดขนมปัง ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย
ส่วนผสม บรอกโคลีแท่งอบ
  • บรอกโคลี (ขนาดกลาง) 1 หัว
  • มันฝรั่ง 2 หัว
  • เชดดาร์ชีส 1/3 ถ้วย 
  • เกล็ดขนมปัง 1/3 ถ้วย 
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง 
  • เกลือ
  • พริกไทย
     
วิธีทำบรอกโคลีแท่งอบ
  1. นำบรอกโคลีขนาดกลางมาลวกให้สุกแล้วสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ
  2. นำมันฝรั่งมาต้มแล้วบด ผสมบรอกโคลีสับ เชดดาร์ชีส เกล็ดขนมปัง และไข่ไก่  
  3. คนส่วนผสมให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทย แล้วใช้ที่ตักไอศกรีมอันใหญ่ตักเป็นก้อนเพื่อให้ได้ขนาดเท่ากัน
  4. ปั้นส่วนผสมเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางเรียงบนถาดอบ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 10-15 นาที หรือจนด้านนอกเริ่มเป็นสีน้ำตาลทอง ยกออกมาวางผึ่งให้เย็น พร้อมเสิร์ฟ
     

6. เนยถั่วช็อกโกแลตบอล

           หลังจากทำซีเรียลบอลไปแล้ว คราวนี้ลองมาทำเนยถั่วช็อกโกแลตบอล จับเนยถั่วและเครื่องปรุงต่าง ๆ เคี่ยวจนเหนียวข้นแล้วเอาไปเคล้ากับธัญพืช ปั้นเป็นก้อนกลมแล้วแช่เย็นก่อนเสิร์ฟ
ส่วนผสม เนยถั่วช็อกโกแลตบอล (สำหรับ 5-6 ที่)
  • เนยถั่ว 1 ถ้วย
  • น้ำผึ้ง 1/2 ถ้วย
  • น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • ข้าวโอ๊ต 1+1/4 ถ้วย
  • เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบสับ 1/2 ถ้วย
  • เมล็ดทานตะวัน 1/4 ถ้วย
  • ถั่วลิสงอบสับ 1/4 ถ้วย
  • ช็อกโกแลตชิพ 1/2 ถ้วย

วิธีทำเนยถั่วช็อกโกแลตบอล
  1. ผสมเนยถั่ว น้ำผึ้ง และน้ำมันมะพร้าว ตั้งไฟอ่อน คนให้เข้ากันจนส่วนผสมข้นเหนียว ใส่กลิ่นวานิลลา คนให้เข้ากัน นำไปแช่ตู้เย็นให้ส่วนผสมเย็นตัว
  2. พอส่วนผสมเนยถั่วเย็นแล้วใส่ข้าวโอ๊ต เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน และถั่วลิสง คลุกเคล้าให้เข้ากันทั่ว ใส่ช็อกโกแลตชิพ คลุกให้ทั่ว 
  3. ปั้นเป็นก้อนกลมเท่าผลมะนาว (ผลเล็ก) เรียงใส่กล่อง ปิดฝา แช่เย็นก่อนเสิร์ฟ

7. บาร์ข้าวโอ๊ต

           เตาอบพร้อม ! พบกับเมนูบาร์ข้าวโอ๊ต จับทุกอย่างผสมเข้าด้วยกัน แล้วเทใส่ถาดอบจนกรอบ หั่นเป็นแท่งจัดเสิร์ฟ
ส่วนผสม บาร์ข้าวโอ๊ต
  • กล้วยหอม 1 ลูก
  • ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วยตวง
  • น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
  • เนยถั่วช็อกโกแลต 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผงโกโก้แท้ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำบาร์ข้าวโอ๊ต
  1. บดกล้วย ข้าวโอ๊ต น้ำผึ้ง เนยถั่วช็อกโกแลต และผงโกโก้แท้
  2. เทใส่พิมพ์นำเข้าไปอบอุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส ประมาณ 15-18 นาที
  3. รอให้หายร้อนสักพัก ตัดแบ่ง จะจิ้มกับกรีกโยเกิร์ตหรือช็อกโกแลตก็อร่อย
     
8. อัลมอนด์อบซินนามอน
          อัลมอนด์อบเกลือหน้าตาแสนเชย นาทีนี้ต้องลองทำอัลมอนด์อบซินนามอน เคี้ยวกรุบกลิ่นหอม รสชาติหวาน ๆ เค็ม ๆ เก็บไว้กินได้นานเป็นเดือน 
ส่วนผสม อัลมอนด์อบซินนามอน
  • ไข่ขาว 1 ฟอง
  • น้ำเย็นจัด 1 ช้อนชา
  • อัลมอนด์ 2 ถ้วย
  • น้ำตาลทรายป่น 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงอบเชย 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
     
วิธีทำอัลมอนด์อบซินนามอน
  1. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 250 องศาฟาเรนไฮต์ เตรียมไว้
  2. ตีไข่ขาวกับน้ำเย็นจนขึ้นฟอง ใส่อัลมอนด์ลงไป คนผสมจนเข้ากัน 
  3. คนผสมน้ำตาลทราย เกลือ และผงอบเชย เทใส่ลงไปบนอัลมอนด์ คนผสมจนเคลือบทั่วเมล็ดอัลมอนด์ 
  4. เทอัลมอนด์ใส่ลงบนถาดอบที่ปูกระดาษรองอบไว้ นำไปอบประมาณ 1 ชั่วโมง นำออกมาคนทุก ๆ 20 นาที พอสุกนำออกมาพักไว้จนเย็น เก็บใส่ภาชนะ
     
9. คุกกี้สูตรไร้แป้ง (Gluten-Free Cookies)

          ใครจะไปรู้ว่าคุกกี้ไม่ใส่แป้งก็อร่อยเหมือนกัน พบกับคุกกี้สูตรไร้แป้ง ใส่กากอัลมอนด์กับกล้วยหอมสุก เติมน้ำมันมะพร้าวและน้ำตาลทรายแดง ตักหยอดเป็นชิ้นแล้วอบจนสุก

ส่วนผสม คุกกี้สูตรไร้แป้ง (สูตรนี้ทำได้ 14 ชิ้น)
  • กล้วยหอมสุกงอมลูกใหญ่ 1 ลูก
  • ไข่ไก่ (เบอร์ 0) จำนวน 1 ฟอง
  • น้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
  • น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ
  • ผงโกโก้ 2 ช้อนชา
  • กากอัลมอนด์ 1 ถ้วยตวง (จากเมนูที่ 1 นมอัลมอนด์=>https://cooking.kapook.com/view122785.html)
  • ผงฟู 1/4 ช้อนชา
  • เบกกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
  • อัลมอนด์สไลซ์ หรือ ถั่วตามชอบ (สำหรับโรยหน้า)

วิธีทำคุกกี้สูตรไร้แป้ง
  1. เปิดเตาอบใช้ไฟบน-ล่าง ที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส
  2. บดกล้วยหอมด้วยส้อมให้เละ ใส่ไข่ลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากันจนไม่เห็นไข่เป็นลิ่ม ๆ
  3. ใส่น้ำมันมะพร้าว เกลือป่น น้ำตาลทรายแดง ผงโกโก้ กากอัลมอนด์ ผงฟู และเบกกิ้งโซดาลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากัน
  4. นำช้อนกินข้าวตักส่วนผสมหยอดลงบนแผ่นรองอบ ทิ้งระยะให้ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว โรยอัลมอนด์สไลซ์หรือถั่วชนิดอื่นตามใจชอบ
  5. นำเข้าอบเป็นเวลา 20-25 นาที นำออกมาพักนอกเตา ตักคุกกี้เรียงบนตะแกรง พักให้เย็น เก็บใส่กล่องได้นาน 1 สัปดาห์
วิธีเก็บกากอัลมอนด์และวิธีนำมาใช้
  1. นำผ้าขาวบางมาห่อกากอัลมอนด์เอาไว้ รีดน้ำที่หลงเหลืออยู่ในกากอัลมอนด์ออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
  2. นำกระดาษซับน้ำมันมารองก้นภาชนะที่จะเก็บแล้วนำกากอัลมอนด์บรรจุลงไป 
  3. นำไปแช่ช่องแช่แข็งจะช่วยขจัดน้ำส่วนเกินในกากอัลมอนด์ออกไปได้บางส่วน (หรือจะนำไปตากแดดให้แห้งก็ได้)
  4. ก่อนนำกากอัลมอนด์มาใช้ ให้อบไล่ความชื้นที่อุณหภูมิ 140 องศาเซลเซียส ประมาณ 15 นาที กากอัลมอนด์จะแห้งขึ้น ลักษณะจะเป็นผง ๆ คล้าย ๆ ขุยมะพร้าว นำมาใช้งานได้
     

สมุนไพร

สรรพคุณของสมุนไพร 10 ชนิด
ขมิ้นชัน


สรรพคุณทางยาของขมิ้นชันกัน ส่วนที่ใช้ก็คือ "เหง้า" ที่มีรสฝาดนั่นเอง โดยเหง้ามีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และมีฤทธิ์ในการขับน้ำดี ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดมะเร็งในตับ ช่วยบำรุงตับ นอกจากนี้ ยังมีสารอาหารหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และเกลือแร่ต่าง ๆ 
          ส่วนน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นชัน ก็มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุกเสียดได้ด้วย จึงนิยมนำขมิ้นมาใช้สมานแผลในกระเพาะอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ รักษาโรคกระเพาะอาหาร
          การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมยังพบว่า ขมิ้นมีสรรพคุณบำรุงร่างกายอีกหลายอย่าง ทั้งช่วยรักษาระบบทางเดินหายใจที่ผิดปกติ หืด ไอ เวียนศีรษะ รักษาอาการปวดและอักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยขับน้ำนมสตรีหลังคลอดบุตร

ต้นดีปลี


สรรพคุณ ในผลสุกของดีปลีมีน้ำมันหอมระเหย ในน้ำมันของดีปลีตามการวิจัยของสถาบันการแพทย์แผนไทยบอกว่ามีฤทธิ์ฆ่าแมลง ด้วงงวงและด้วงถั่ว ถ้าหากนำมาสกัดเป็นสารกำจัดแมลงสูตรจากธรรมชาติก็ไม่เลว

ลำต้นหรือเถา รสเผ็ดร้อน แก้ปวดฟัน จุกเสียด แก้ริดสีดวงทวาร ช่วยเจริญอาหาร
ดอกนั้นรสเผ็ดร้อนขม แก้ท้องร่วง ขับลมในลำไส้ แก้หืดหอบ แก้ลม วิงเวียนปรุงเป็นยาธาตุ แก้ตับพิการ
รากรสเผ็ดร้อนขม แก้หืดหอบ แก้ลมวิงเวียน แก้เสมหะ แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ แก้เส้นอัมพฤกษ์ อัมพาต

ดอกแก่ ต้มน้ำดื่มแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยให้หายวิงเวียน ส่วนหากจะแก้ไข้ให้ใช้ดอกแก่แห้งครึ่งกำมือฝนกับน้ำมะนาว กวาดคอหรือจิบบ่อย ๆ

ตะไคร้


สรรพคุณ ทั้งต้น ใช้เป็นยารักษาโรคหืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะและแก้อหิวาตกโรค หรือทำเป็นยาทานวดก็ได้ และยังใช้รวมกับสมุนไพรชนิดอื่นรักษาโรคได้ เช่น บำรุงธาตุ เจริญอาหาร และขับเหงื่อ
        หัว เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว บำรุงไฟธาตุ แก้อาการขัดเบา ถ้าใช้รวมกับสมุนไพรชนิดอื่น จะเป็นยาแก้อาเจียน แก้ทราง ยานอนหลับลดความดันสูง แก้ลมอัมพาต แก้กษัยเส้น และแก้ลมใบ ใบสด ๆ จะช่วยลดความดันโลหิตสูง แก้ไข้
         ราก ใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ ปวดท้องและท้องเสีย
          ต้น ใช้เป็นยาแก้ขับลม แก้เบื่ออาหาร แก้ผมแตก แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว เป็นยาบำรุงไฟธาตุให้เจริญ แต่ถ้าเอาผสมกับสมุนไพรชนิดอื่น จะแก้โรคหนองใน และนอกจากนี้ยังใช้ดับกลิ่นคาวด้วย


ใบบัวบก


1.ขับร้อน ขับชื้น

          เนื่องจากรสขม ฤทธิ์เย็น ขมสามารถสลายชื้น เย็นสามารถขับร้อนได้ ดังนั้น โรคที่มีสาเหตุจากความชื้นกับความร้อนร่วมกัน เกิดการอุดกั้น จึงสามารถใช้บัวบกรักษาได้

           ดีซ่าน ในทัศนะแพทย์แผนจีนเกิดจากภาวะร้อนขึ้น เมื่อความชื้นตกค้างในทางเดินอาหารไม่สามารถขับทิ้ง เกิดการอุดกั้นสะสมความร้อน จึงเกิดการรวมตัว เช่น เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบ ฯลฯ หลักการรักษาดีซ่านใน จินคุ้ยเอี่ยวเลี้ย กล่าวไว้ว่า
          "โรคดีซ่านทั้งหลาย ให้ขับทางปัสสาวะ" ให้ขับไฟด้านบน ขับชื้นด้านล่าง (ปัสสาวะ) ทำให้เสียชี่ (สิ่งก่อโรค) ออกทางปัสสาวะ ถ้าร้อนชื้นหาย ดีซ่านก็จะหาย
           ท้องเสียในฤดูร้อน ฤดูร้อนมีอากาศร้อน มักมีความชื้นเข้าเกี่ยวข้องช่วงอากาศร้อนบริโภคของเย็นอาหารดิบมากเกินไป ทำให้เกิดความร้อนชื้น ปิดกั้นกระเพาะอาหารและลำไส้ เกิดอาการท้องเสีย ถ้าขจัดความร้อนชื้นออกไป ท้องเสียก็จะหยุด
          โรคบิด อาการปวดเบ่งอุจจาระ หรือมีมูกมีเลือดปน เรียกว่ามีภาวะร้อนชื้นของลำไส้ บัวบกมีฤทธิ์เย็นรสขม เหมาะสำหรับการรักษาโรคบิด
2.ระบายร้อนขับไฟ

          ไฟและความร้อนเป็นพลังหยาง มีสาเหตุจากภายนอก (ความร้อนของอากาศ สิ่งแวดล้อม) และจากความร้อน (ไฟ) ที่เกิดภายในร่างกาย ความร้อนเหล่านี้ก่อให้เกิดอาการไข้ ตัวร้อน กระหายน้ำ เช่น การติดเชื้อทางเดินอาหารแล้วมีการอักเสบไข้สูง (แผนปัจจุบัน) ตาอักเสบบวมแดงรวมทั้งการอักเสบของผิวหนัง เช่น ไฟลามทุ่ง เป็นต้น

          อากาศร้อนในฤดูร้อน ทำให้เกิดไข้ อักเสบตัวร้อน กระหายน้ำเหงื่อออกมาก อ่อนเพลีย พิษร้อนสะสมภายใน คือเสียชี่ (สิ่งก่อโรค) เข้าสู่ระดับชี่ การใช้บัวบกที่มีฤทธิ์เย็นรสขม จึงช่วยระบายความร้อนการอักเสบในฤดูร้อนได้ดี


ดอกอัญชัน


สรรพคุณอัญชัน
1.            น้ำอัญชันมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
2.            เครื่องดื่มน้ำอัญชันช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายและเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย
3.            มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและริ้วรอยแห่งวัย
4.            ประโยชน์ของดอกอัญชัน มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง เพิ่มการไหลเวียนเลือด
5.            ดอกอัญชันมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด
6.            ช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบ
7.            ช่วยรักษาอาการผมร่วง (ดอก)
8.            อัญชันทาคิ้ว ทาหัว ใช้เป็นยาปลูกผม ปลูกขนช่วยให้ดกเดาเงางามยิ่งขึ้น (น้ำคั้นจากดอก)
9.            ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดเส้นเลือดอุดตัน
10.    ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
11.    ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
12.    ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน
13.    อัญชันมีคุณสมบัติในการช่วยล้างสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย
14.    ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาฟาง ตาแฉะ (น้ำคั้นจากดอกสดและใบสด)
15.    ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก ต้อหิน ตามเสื่อมจากโรคเบาหวาน (ดอก)
16.    ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น
17.    นำรากไปถูกับน้ำฝน นำมาใช้หยอดตาและหู (ราก)
18.    นำมาถูฟันแก้อาการปวดฟัน และทำให้ฟันแข็งแรง (ราก)
19.    ใช้เป็นยาระบาย แต่อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ (เมล็ด)
20.    ใช้รากปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก,ใบ)
21.    แก้อาการปัสสาวะพิการ
22.    สรรพคุณอัญชันใช้แก้อาการฟกช้ำ (ดอก)
23.    ช่วยป้องกันและแก้อาการเหน็บชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า
24.    นำมาทำเป็นเครื่องดื่มน้ำอัญชันเพื่อใช้ดับกระหาย
25.    ดอกอัญชันตากแห้งสามารถนำมาชงดื่มแทนน้ำชาได้เหมือนกัน
26.    ดอกอัญชันนำมารับประทานเป็นผักก็ได้ เช่น นำมาจิ้มน้ำพริกสดๆ หรือนำมาชุบแป้งทอดก็ได้
27.    น้ำดอกอัญชันนำมาใช้ทำเป็นสีผสมอาหารโดยให้สีม่วง เช่น ขนมดอกอัญชัน ข้าวดอกอัญชัน (ดอก)
28.    ช่วยปลูกผมทำให้ผมดกดำขึ้น (ดอก)
29.    ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่าง ครีมนวดผม ยาสระผม เป็นต้น
30.    ประโยชน์ของอัญชันข้อสุดท้ายคือนิยมนำมาปลูกไว้ตามรั้วบ้านเพื่อความสวยงาม

มะกรูด


สรรพคุณ ขับลมแก้จุกเสียด 
1. ตัดจุกผลมะกรูดคว้านไส้กลางออกเอามหาหิงส์ใส่แล้วปิดจุก นำไปเผาไฟจนดำเกรียมบดเป็นผงละลายกับน้ำผึ้งรับประทาน จะช่วยขับลม แก้ปวดท้องหรือป้ายลิ้นเด็กอ่อน เป็นยาขับขี้เทาได้
2. น้ำมะกรูดใช้ถูกฟัน แก้เลือดออกตามไรฟัน
3. เอาผลมะกรูดมาดอง เป็นยาดองเปรี้ยวรับประทานขับลมขับระดู
4. เปลือกผลฝานบาง ๆ ชงน้ำเดือดใส่การะบูรเล็กน้อย รับประทานแก้ลมวิงเวียน
5. เปลือกฝนใช้ผสมในเครื่องสำอางบางชนิด เช่น แชมพู สบู

ทองพันชั่ง


ใบ รสเบื่อเมา ดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก้ริดสีดวงทวาร แก้ไอเป็นเลือด ฆ่าพยาธิกลากเกลื้อน แก้มะเร็ง
ราก รสเมาเบื่อ ต้มรับประทานแก้พิษไข้ แก้โรคมะเร็ง เรื้อน วัณโรค โรคผิวหนัง แก้ผมหงอกเนื่องจากเชื้อรา

ว่านหางจระเข้


   1.รักษาแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก โดยปอกเปลือกนอก นำวุ้นสดภายในใบไปล้างยางออกให้สะอาด แล้วนำไปประคบแผลตลอด วันแรก จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน สมานแผลให้เร็วขึ้น และไม่ทิ้งร่องรอยแผลเป็นอีกด้วย
  2.ป้องกันและบรรเทารอยไหม้จากการออกแดด นำใบสด ๆ ของว่านหางจระเข้ผสมกับโลชั่นทาลงบนผิวหนังก่อนออกแดด จะช่วยป้องกันแสงแดดได้ แต่ถ้าหากเกิดรอยไหม้ขึ้นบนผิวหนังหลังออกแดดแล้ว ให้ใช้วุ้นที่ล้างสะอาดมาทาเพื่อลดอาการอักเสบ ถ้าจะให้ดีลองผสมกับน้ำมันพืช หรือ น้ำมันมะกอก เพื่อลดอาการผิวแห้งตึงจนเกินไป
  3.บรรเทารอยไหม้จากการฉายรังสีของผู้ป่วย โดยใช้วิธีการนำวุ้นว่านหางจระเข้ที่ล้างสะอาดมาประคบที่รอยไหม้จากการทำคีโม จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน และทำให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
   4.สมานแผลจากของมีคมและแผลถลอก หากได้รับบาดเจ็บจากของมีคม ใช้วุ้นจากว่านหางจระเข้ที่ยังมีเมือกอยู่ แปะลงไปบนแผล จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสมานแผลให้เร็วขึ้นได้
 5.รักษาฝีและโรคริดสีดวงทวาร ทำความสะอาดบริเวณที่เกิดโรคให้แห้งแล้ว นำวุ้นไปแปะลงบนแผล หากเป็นทวารหนักให้ปอกวุ้นให้เป็นแท่งแล้วล้างให้สะอาด นำไปแช่เย็นให้แข็ง เพื่อสอดเหน็บในช่องทวารหนักวันละ 1-2 ครั้ง อาการริดสีดวงจะดีขึ้น
กระวานไทย


สรรพคุณ:
           ตำรายาไทย: ผลแก่ รสเผ็ดร้อน  กลิ่นหอม  ใช้แก้อาหารท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม และแก้แน่นจุกเสียด มีฤทธิ์ขับลม และบำรุงธาตุ แก้ธาตุไม่ปกติ บำรุงกำลัง ขับโลหิต  แก้ลมในอกให้ปิดธาตุ  แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ  แก้ลมในลำไส้ เจริญอาหาร  รักษาโรครำมะนาด  แก้ลมสันนิบาต  แก้สะอึก แก้อัมพาตรักษาอาการเบื่ออาหาร  คลื่นไส้  อาเจียน เมล็ด  แก้ธาตุพิการ อุจจาระพิการ  บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้ปวดท้อง ขับลม นอกจากนี้ยังใช้ผสมกับยาถ่ายเพื่อบรรเทาอาการไซ้ท้อง (คลื่นไส้อาเจียน)   เช่น  มะขามแขก
           เป็นส่วนประกอบในพิกัดยาไทย คือ พิกัดตรีธาตุ ประกอบด้วย กระวาน ดอกจันทน์ และอบเชย เป็นยาแก้ธาตุพิการ แก้ลม แก้เสมหะ แก้ไข้  พิกัดตรีทุราวสา ประกอบด้วย ผลกระวาน ผลโหระพาเทศ ผลราชดัด เป็นยาแก้เสมหะ แก้ลม บำรุงน้ำดี แก้พิษตานซาง



กระเทียม


1. แก้ปัญหาผมหลุดร่วง

          ปัญหาผมหลุดร่วงคงเป็นปัญหากวนใจใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะสาวผมยาว และผมที่ผ่านการทำเคมีต่าง ๆ เช่น การดัด ย้อม หรือยืด แต่ทราบไหมคะว่า กระเทียมช่วยยับยั้งปัญหาเหล่านี้ได้ชะงัด เพียงแค่ฝานกระเทียมเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วนำมานวดศีรษะ หรือจะผสมลงในออยล์แล้วนำมานวดศีรษะก็ได้เช่นกัน เพราะในกระเทียมมีอัลซิลิน (allicin) และซัลเฟอร์ (sulfur)สูง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดปัญหาผมหลุดร่วงนั่นเอง
 2. รักษาสิว

          กระเทียมถือเป็นยารักษาสิวจากธรรมชาติ ที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก เพราะมีแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้อยู่หมัด เราจึงสามารถนำมาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้ โดยฝานกระเทียมสดบาง ๆ แล้วนำมาประคบลงบนสิวเบา ๆ ทิ้งไว้สักพัก แล้วล้างออกด้วยนำสะอาด เท่านี้สิวกวนใจก็จะอันตรธานหายไปอย่างแน่นอน
 3. ป้องกันและรักษาโรคหวัด

          ถ้าเรามีสารแอนตี้ออกซิแดนท์พอเพียงในระบบภูมิคุ้มกัน เราก็จะป่วยได้ยาก ดังนั้นคงจะดีไม่น้อยหากเราจะเพิ่มสารแอนตี้ออกซิแดนท์ให้ร่างกายมีกำลังไปต่อสู้กับโรคต่าง ๆ ด้วยการรับประทานกระเทียมเป็นประจำ แต่หากตอนนี้การป้องกันดูท่าจะไม่ทัน เพราะโรคหวัดเข้ามาคุกคามเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถไล่หวัดได้ง่าย ๆ ด้วยการหั่นกระเทียมเป็นแว่น แช่ในน้ำร้อนประมาณ 2-3 นาที แล้วกรองเอากากออก จิบเป็นชากระเทียมอุ่น ๆ ก็ดี หรือถ้าทนกลิ่นไม่ไหว จะเติมน้ำผึ้งหรือน้ำขิงเข้าไปสักหน่อยก็ได้จ้า
 4. บรรเทาอาการอักเสบจากโรคสะเก็ดเงิน

          เมื่อกระเทียมมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ ดังนั้นจึงช่วยบรรเทาอาการอักเสบจากผื่นแดงได้ดี โดยเฉพาะผื่นแดงที่เกิดจากโรคสะเก็ดเงิน ให้ทาน้ำมันกระเทียมบริเวณที่เป็นแผล เพื่อให้สะเก็ดหลุดไป และลดผื่นแดงบนผิวหนังก็ได้ค่ะ
 5. ช่วยควบคุมน้ำหนัก

          ผลการศึกษาจาก Nutritionist Cynthia Sass ที่ทำการศึกษากับหนูที่กินกระเทียมพบว่า หนูที่กินกระเทียมมีน้ำหนักและการสะสมของไขมันลดลง ฉะนั้นก็พยายามกินกระเทียมที่ผสมอยู่ในอาหารกันเยอะ ๆ หรือสำหรับคนที่ทนกลิ่นไม่ได้จริง ๆ ก็เลือกกินอาหารเสริมอย่างเช่น กระเทียมอัดเม็ดก็ได้ค่ะ

 6. ถอนเสี้ยน

          เสี้ยนที่ตำเท้าหรือมือเราให้เจ็บแปลบ สามารถกำจัดได้ง่าย ๆ ด้วยการแปะกระเทียมฝานบาง ๆ แล้วพันทับด้วยผ้าพันแผล วิธีนี้เป็นวิธีธรรมชาติที่ใช้กันมายาวนาน และได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีที่ได้ผลจริงด้วยค่ะ
 7. กำจัดกลิ่นเท้า

          ปัญหากลิ่นเท้าเกิดจากการที่เท้าเจอความอับชื้น ทำให้เกิดเชื้อรา ตามมาด้วยกลิ่นอันไม่พึงประสงค์และอาการคัน แต่เราสามารถแก้ปัญหาได้ง่าย ๆ ด้วยการแช่เท้าลงในน้ำอุ่นผสมกระเทียมบด ทิ้งไว้สักพัก กลิ่นไม่พึงประสงค์และอาการคันก็จะหายไป เพราะในกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรานั่นเองจ้า

 8. ไล่ยุงและแมลงสัตว์กัดต่อย

          แม้นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่ฟันธงว่ากระเทียมจะสามารถไล่ยุงและแมลงได้ แต่ก็มีผลการวิจัยจากประเทศอินเดียที่พบว่า คนที่ทากระเทียมลงบนแขนขา จะโดนยุงและแมลงสัตว์กัดต่อยทุกชนิดรบกวนน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ทา เขาเลยแนะนำให้ทำยากันยุงง่าย ๆ ด้วยการผสมน้ำมันกระเทียม ปิโตรเลียมเจล และขี้ผึ้งเข้าด้วยกัน หรือจะทากระเทียมสด ๆ ลงบนแขนขาเพื่อป้องกันยุงก็แล้วแต่สะดวกเลยค่ะ
 9. รักษาโรคส่าไข้

          โรคส่าไข้เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม  Human Herpesvirus Type 6(HHV 6) ซึ่งอาการของโรคจะคล้ายคลึงกับโรคหัด หรืออีสุกอีใส เพราะจะเกิดตุ่มแดง และแผลอักเสบบนร่างกาย ซึ่งวิธีรักษาด้วยธรรมชาติที่เห็นผลก็คือ นำกระเทียมบดมาประคบลงบนแผลโดยตรง เพื่อรักษาอาการอักเสบและลดอาการบวม ร่วมกับการรับประทานอาหารเสริมจากสารสกัดกระเทียม เช่น กระเทียมอัดเม็ด หรือน้ำมันกระเทียมก็จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

ขิง


สรรพคุณ
1.            ขิง จัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะชั้นยอด
2.            มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก ช่วยชะลอความแก่และชะลอการเกิดริ้วรอย
3.            มีส่วนช่วยในการป้องกันต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง ต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
4.            ช่วยลดผลข้างเคียงจากสารเคมีที่ใช้ในการรักษามะเร็ง ดังนั้นควรรับประทานขิงควบคู่ไปกับการรักษามะเร็งจะเป็นผลดี
5.            ขิงมีฤทธิ์อุ่น ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และช่วยในการขับเหงื่อ
6.            ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการใช้ลำต้นสดๆนำมาทุบให้แหลกประมาณ กำมือ แล้วต้มน้ำดื่ม
7.            ช่วยลดความอ้วน ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอล ด้วยการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ
8.            ช่วยรักษาอาการปวดศีรษะและไมเกรน ด้วยการรับประทานน้ำขิงบ่อยๆ
9.            ช่วยลดความยากของผู้ติดยาเสพติดลงได้
10.    แก้ตานขโมย ด้วยการใช้ขิง ใบกะเพรา พริกไทย ไพล มาบดผสมกันแล้วนำมารับประทาน
11.    ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต ด้วยการนำขิงสดมาฝานต้มกับน้ำรับประทาน
12.    ช่วยบำรุงหัวใจของคุณให้แข็งแรง
13.    ช่วยบรรเทาอาการของโรคประสาท ซึ่งทำให้จิตใจขุ่นมัว (ดอก)

14.    ช่วยฟื้นฟูร่างการสำหรับมารดาหลังคลอดบุตร ด้วยการรับประทานไก่ผัดขิง

อาหารว่างไม่อ้วนสำหรับคนติดบอล 1. กล้วยอบกรอบ           กล้วยหอมหวีใหญ่ปล่อยให้สุกพร้อมกันคงกินไม่หมดแน่นอน จับมาทำเมนูกล้วยอบกรอ...